Piyorot

อีกครั้งกับคำว่าการควบคุม — คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจหรือคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่งอาจจะคิดว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการควบคุม “เรื่องใหญ่” เช่น หารายได้เพิ่ม หาลูกค้ากลุ่มใหม่ ออกแบบกลยุทธ์สำหรับสินค้าตัวใหม่ วางแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ว่าจ้างพนักงานระดับสูง หรือแม้แต่หาคำตอบที่ว่า “โปรเจกต์นี้จะได้รีลิสตรงเวลามั้ย?”

ผมกลับรู้สึกว่าการควบคุมเรื่องใหญ่นั้นเป็นเรื่องยากและไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง — การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆต่างหากที่สำคัญ

เช่น ถ้าเราเพิ่งมารู้ว่า “โปรเจกต์นี้จะดีเลย์” แทนที่จะออกกฎเหล็กที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบังคับให้ทีมทำงานให้เสร็จตามเดดไลน์ (ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้กำลังใจแล้วยังไม่ได้ผลอีกด้วย) เราควรเริ่มต้นเล็กๆด้วยการพิจารณาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้งานนี้ล่าช้า

  • เพราะลูกค้าไม่ให้ข้อมูลหรือคำตอบในบางเรื่อง
  • เพราะมีประชุมไร้สาระมากเกินไปจนหมดเวลาทำงาน
  • เพราะการสื่อสารภายในแย่
  • เพราะการวางแผนที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น

เช่น ถ้าเราเริ่มรู้สึกกังวลกับผลงานของทีมพัฒนาทั้งในแง่ความเร็วและคุณภาพ แทนที่จะเปรียบเทียบพวกเขากับทีมอื่นในองค์กรอื่นที่เราได้ยินกิตติศัพท์มา (ซึ่งไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้ทีมงานรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง) เราควรเริ่มต้นเล็กๆด้วยการเข้าไปเรียนรู้การทำงานประจำวันของพวกเขาว่าอะไรคือจุดด้อย

  • เพราะความเข้าใจในระบบมีน้อย
  • เพราะโค๊ดเบสที่ยุ่งเหยิง
  • เพราะไม่มีระบบบิ้วด์ซอฟต์แวร์ที่ดี
  • เพราะคนไม่พอ

ถูกต้องที่คนที่มีอำนาจมีสิทธิที่จะตั้งเป้าให้สูงเอาไว้ แต่เราจะไปถึงเป้าหมายนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนในองค์กรที่ทำงานวันต่อวัน … นั่นแปลว่าถ้าเราอยากช่วยพวกเขาเหล่านั้นให้ทำงานให้เสร็จตามเป้าหมายใหญ่จริงๆ

เริ่มต้นด้วยการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แล้วเรื่องใหญ่ๆมันจะตามมาเอง

ผู้มีอำนาจคือคนที่สนใจแต่เป้าหมายใหญ่ / ผู้นำคือคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ — นี่คือความแตกต่างที่สังเกตได้ง่ายมาก 👸🏻

--

--

เคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ผมมีกำลังใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ (ไม่ใช่เพื่อความสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีอยู่จริง) คือสิ่งนี้ครับ “ผมภูมิใจกับงานทุกชิ้นที่ผมทำ — จะดีจะเลว จะน่าเกลียดจะสวยงาม — และไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร” หลายครั้งเหมือนทำดีไปแล้วไม่ได้อะไรใช่มั้ย? ไม่ได้รับคำชื่นชม ไม่มีใครใส่ใจ ไม่ฮิตติดตลาด … ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วหน้าที่เรามีอย่างเดียวคือช่างแม่งแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานชิ้นใหม่ทันที คิดหาทางทำมันให้ดีกว่าเดิม ยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าท้อ เพราะเสียงชื่นชมเสียงปรบมือนั้นไม่สำคัญเท่าการเอาชนะตัวเอง

เคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ผมมีกำลังใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ (ไม่ใช่เพื่อความสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีอยู่จริง) คือสิ่งนี้ครับ

“ผมภูมิใจกับงานทุกชิ้นที่ผมทำ — จะดีจะเลว จะน่าเกลียดจะสวยงาม — และไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร”

หลายครั้งเหมือนทำดีไปแล้วไม่ได้อะไรใช่มั้ย? ไม่ได้รับคำชื่นชม ไม่มีใครใส่ใจ ไม่ฮิตติดตลาด … ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วหน้าที่เรามีอย่างเดียวคือช่างแม่งแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานชิ้นใหม่ทันที คิดหาทางทำมันให้ดีกว่าเดิม ยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าท้อ เพราะเสียงชื่นชมเสียงปรบมือนั้นไม่สำคัญเท่าการเอาชนะตัวเอง

ถ้าเราไม่พราวด์ในงานของตัวเอง — แล้วเราจะคาดหวังให้คนอื่นมารู้สึกแบบนี้กับมันได้ยังไง? 🥹

--

--

เมื่อพูดถึง “งานยาก” มีแปลความหมายได้สองมุมมอง (1) ยากกับคนใช้ กับ (2) ยากกับคนสร้าง — เราอยู่ฝ่ายไหน?

สมมติเราเป็นนักเรียน: “เห้อ วิชานี้เรียนไม่รู้เรื่องเลย อาจารย์พูดวกไปวนมาเหมือนไม่ได้เตรียมตัว เอกสารประกอบก็มีแต่ตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด — ยากจัง”

สมมติเราเป็นอาจารย์: “เห้อ เด็กกลุ่มนี้มันหัวช้าจริง พูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จะให้มานั่งทำสรุปเป็นเอกสารที่อ่านง่ายๆ มีรูปประกอบสวยๆไม่ไหวหรอก — ยากเกิน”

ยากกับคนใช้หรือยากกับคนสร้าง?

สมมติเราเป็นคนอ่าน: “ชื่อบทความน่าสนใจนะแต่อ่านยากจัง พยายามนึกภาพตามแล้วก็ยังไม่กระจ่าง น่าจะมีไดอะแกรมอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย — ยากจัง”

สมมติเราเป็นคนเขียน: “นี่ๆ เขียนให้อ่านก็บุญแล้วปะ กว่าจะคิดกลั่นออกมาได้สักประโยคนี่ก็ไม่ง่ายแล้วนะ ยังจะเอานั่นนี่เพิ่มอีกหรอ — เกินไปมั้ย”

ยากกับคนใช้หรือยากกับคนสร้าง?

เราทุกคนเป็นคนทั้งสองสถานะ บางโอกาสเป็นคนใช้ ในหลายครั้งก็เป็นคนสร้าง … เมื่อเราเป็นคนใช้เราย่อมอยากได้ความง่ายความสะดวกซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการลงทุนลงแรงของคนสร้าง — เรารู้ดีอยู่ใช่มั้ย?

ถ้ากลับกันล่ะ … เมื่อเราเป็นสร้างเรารู้ดีอยู่ใช่มั้ยว่าคนใช้ที่ปลายทางก็คาดหวังแบบเดียวกับเรา … เรารู้ดีอยู่ใช่มั้ยว่าหน้าที่ของเราคือทำงานยากเพื่อให้คนใช้สะดวกสบาย — รู้แล้วก็ตามนั้น

ถ้ามีคนในทีมเราบ่นว่า “โห มันยากจัง” — ถามกลับเขาไปว่า “ยากกับใคร?”

--

--

มนุษย์นั้นยากจะคาดเดา เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ … เราควรทำแบบนั้นจริงๆหรอ?

หลายอย่างเราควบคุมไม่ได้ เราเซ็ตเดดไลน์บนสมมติฐานที่ผิด, ทีมงานลาออก, โลกนี้เปลี่ยนไป, … การทำงานไม่เสร็จตามเวลาบางครั้งไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของใคร มันเป็นอุบัติเหตุ แม้แต่คนที่เก่งที่สุดในโลก ทีมที่ดีที่สุดในโลก หรือบริษัทที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกหลายต่อหลายครั้งพวกเขาก็ล้มเหลวที่จะทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ นี่มันไม่ใช่อาชญากรรม

แล้วไง เราควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันหรือ? ไม่ ไม่ใช่แน่นอน แต่ถ้าคุณอยากหลีกหนีให้พ้นจากการเป็นคนที่ชอบใช้อำนาจควบคุมและประสบความสำเร็จกับอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแนวคิดของคุณ

คุณไม่ต้องการอำนาจการควบคุมที่มากขึ้น คุณต้องการทางเลือกที่มากขึ้นและความยืดหยุ่น

  • ไม่ใช่บังคับเดดไลน์แต่ให้เตรียมตัวอย่างจริงจังเมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามแผน
  • ไม่ใช่บังคับแนวทางการศึกษาให้ลูกๆของคุณแต่หาทางเลือกที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จในฐานะมนุษย์คนนึงให้มากขึ้น
  • ไม่ใช่บังคับกระบวนการทำงานแต่ลองผิดลองถูกเพื่อหาว่าอะไรเหมาะสมอย่างไม่ลดละ

มันไม่ใช่แผนเชิงรับแต่เป็นแผนเชิงรุก มันคือการกำจัดความคิดที่ว่า “ผิดเป้าหมายครั้งเดียวคือล้มเหลวทั้งหมด” มันคือการมองหาทางเลือกเมื่อเป้าหมายแรกนั้นหลุดมือไป

คุณไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มกฎเกณฑ์หรือการควบคุมเสมอไป บางที … นี่อาจจะเป็นเวลาที่คุณต้องปล่อยวาง 🪁

--

--

การทำงานในโลกของซอฟต์แวร์มันจะมีเรื่องมาให้เราคิดและตัดสินใจทุกวัน หลายครั้งการตัดสินใจนี้ไม่ได้มีตัวเลือกแค่ซ้ายกับขวา หลายครั้งเราตัดสินใจไม่เพียงเพื่อปัจจุบันแต่เพื่ออนาคตด้วย และหลายครั้งเราคิดถึงอนาคตมากจนลืมความเป็นจริงในปัจจุบันไปและนี่อาจจะเป็นปัญหา ในโลกของซอฟต์แวร์มันเป็นเรื่องง่ายที่จะคิดถึงอนาคตอันสวยหรู คิดถึงโรดแมปในอีกสามเดือน หกเดือน สามปี สิบปี เราอยากให้ซอฟต์แวร์เราเป็นอย่างไร เราอยากให้โปรดักส์เราทำอะไรได้บ้าง เราอยากแก้ไขอะไรภายในระบบเก่าของเรา … บนกระดาษ บนกระดาน ในคำพูด ทุกอย่างดูดีและเป็นไปได้ทั้งหมด … นั่นทำให้หลายครั้งเรามองการสร้างหรือแก้ไขซอฟต์แวร์แบบเฉพาะหน้าเพื่อผลระยะสั้นเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เสียเปล่า (Waste) — มันไม่จริงเสมอไป

การทำงานในโลกของซอฟต์แวร์มันจะมีเรื่องมาให้เราคิดและตัดสินใจทุกวัน หลายครั้งการตัดสินใจนี้ไม่ได้มีตัวเลือกแค่ซ้ายกับขวา หลายครั้งเราตัดสินใจไม่เพียงเพื่อปัจจุบันแต่เพื่ออนาคตด้วย และหลายครั้งเราคิดถึงอนาคตมากจนลืมความเป็นจริงในปัจจุบันไปและนี่อาจจะเป็นปัญหา

ในโลกของซอฟต์แวร์มันเป็นเรื่องง่ายที่จะคิดถึงอนาคตอันสวยหรู คิดถึงโรดแมปในอีกสามเดือน หกเดือน สามปี สิบปี เราอยากให้ซอฟต์แวร์เราเป็นอย่างไร เราอยากให้โปรดักส์เราทำอะไรได้บ้าง เราอยากแก้ไขอะไรภายในระบบเก่าของเรา … บนกระดาษ บนกระดาน ในคำพูด ทุกอย่างดูดีและเป็นไปได้ทั้งหมด … นั่นทำให้หลายครั้งเรามองการสร้างหรือแก้ไขซอฟต์แวร์แบบเฉพาะหน้าเพื่อผลระยะสั้นเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เสียเปล่า (Waste) — มันไม่จริงเสมอไป

คุ้นๆกับประโยคแบบนี้ใช่มั้ยครับ?

  • บั๊กตัวนี้หรอ? เอาไว้ก่อน เดี๋ยวทำฟีเจอร์นี้เสร็จบั๊กนี้ก็จะหายไปแล้ว — เมื่อไรที่ฟีเจอร์นี้จะเสร็จ?
  • โซลูชั่นแบบนี้จะทำไปทำไม เสียเปล่า เดี๋ยวเราก็จะไปดึงข้อมูลจากระบบของลูกค้ามาโดยตรงอยู่แล้ว — เมื่อไรจะทำระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติที่ว่านี้เสร็จ?

หลายครั้งที่งานไม่คืบหน้าเพราะเราคิดถึงอนาคตมากเกินไป อนาคตที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไร อนาคตที่อาจจะไม่มีวันมาถึงเลยด้วยซ้ำ ถ้าปัญหามันยิ่งใหญ่และร้ายแรง ถ้าความต้องการนี้มันเร่งด่วนและจำเป็น การรออนาคตอาจจะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เสียเปล่าด้วยซ้ำไป ลองคิดง่ายๆแบบนี้ดู

เรามีโครงการทุบบ้านเก่าเพื่อสร้างบ้านใหม่บนที่ดินเดิม กำลังทำเรื่องกู้เงินธนาคาร ติดต่อสถาปนิกให้ออกแบบบ้านอยู่ … ถึงคราวเคราะห์หนัก เกิดไฟฟ้าลัดวงจร บ้านไฟไหม้ เราจะทำยังไง?

1. ดีเลยๆ กะจะทุบอยู่แล้ว มอดๆไปให้หมดนะ จะได้ไม่เปลืองค่าจ้างทุบบ้าน — อนาคต หรือ

2. รีบระดมคนมาช่วยกันดับไฟที่กำลังไหม้บ้านอยู่ — ปัจจุบัน

เราจะเลือกอะไร? อนาคตหรือปัจจุบัน? … บางครั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะเป็นการเสียเปล่าจริง แต่อย่าสร้างกฎเกณฑ์ที่ว่าถ้าเรามี “แผน” ในอนาคตแล้วจะคิดว่าทุกอย่างระหว่างทางเป็นเรื่องเสียเปล่าทั้งหมด ทำแบบนั้นไม่ได้

--

--

ในชีวิตการทำงานผมเปลี่ยนงานไม่บ่อย — แค่สามครั้ง จากเด็กจบใหม่มาเริ่มงานที่แรกเกือบสิบปี เปลี่ยนมาที่ที่สองอีกเกือบสองปี และตอนนี้ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองได้เกือบหนึ่งปี … ผมลองถามตัวเองเมื่อเช้านี้ว่า อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน? ชื่อเสียงบริษัท ตำแหน่ง โอกาสและความก้าวหน้า เงินเดือนและผลตอบแทน ลักษณะงานที่ทำ — มีผลทั้งหมดแต่ไม่ใช่ที่สุด ☺️ สำหรับผมแล้ว “เพื่อนร่วมงาน” คือปัจจัยที่ว่านั้น ส่งผลต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด ส่งผลต่อความรู้สึกมีแรงกระตุ้นในการทำงานมากที่สุด คิดๆดูแล้วที่ผ่านมาผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอื่นเลย

ในชีวิตการทำงานผมเปลี่ยนงานไม่บ่อย — แค่สามครั้ง จากเด็กจบใหม่มาเริ่มงานที่แรกเกือบสิบปี เปลี่ยนมาที่ที่สองอีกเกือบสองปี และตอนนี้ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองได้เกือบหนึ่งปี … ผมลองถามตัวเองเมื่อเช้านี้ว่า

อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน?

ชื่อเสียงบริษัท ตำแหน่ง โอกาสและความก้าวหน้า เงินเดือนและผลตอบแทน ลักษณะงานที่ทำ — มีผลทั้งหมดแต่ไม่ใช่ที่สุด ☺️

สำหรับผมแล้ว “เพื่อนร่วมงาน” คือปัจจัยที่ว่านั้น ส่งผลต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด ส่งผลต่อความรู้สึกมีแรงกระตุ้นในการทำงานมากที่สุด คิดๆดูแล้วที่ผ่านมาผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอื่นเลย

  • ชื่อเสียงบริษัท — ผมเฉยๆ ใช่ว่าบริษัทใหญ่กว่าแปลว่าดีกว่าเสมอไป หลายครั้งกลับกันด้วยซ้ำ
  • ตำแหน่ง — พักหลังมานี้ผมไม่สนใจชื่อตำแหน่ง จะเรียกอะไรก็ได้ ไม่มีปัญหา
  • โอกาสและความก้าวหน้า — ผมไม่เชื่อว่าความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆในบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ เช่น หัวหน้าทีมพัฒนาจะกลายมาเป็นไอทีไดเรกเตอร์ได้ในเวลาหนึ่งปีนั้นยาก เรื่องแบบนี้กลายเป็นคนนอกที่สอบสัมภาษณ์แค่สามชั่วโมงมีโอกาสมากกว่า (ตลกมั้ย?) ผมจึงไม่เชื่อเรื่องความก้าวหน้าตามระบบ ผมเชื่อเรื่องการพัฒนาตัวเองเพื่อตัวเองมากกว่า
  • เงินเดือนและผลตอบแทน — แทบไม่มีผลกับผมมาก ขอให้มันยุติธรรมและไม่น่าเกลียดเกินไปก็พอใจแล้ว
  • ลักษณะงานที่ทำ — ข้อนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะถ้างานที่ทำมันไม่ตรงกับสิ่งที่ถนัดหรือสนใจหรืออยากทำ ผมก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่มีแรงกระตุ้นมากนัก (หลายคนก็คงเป็นเหมือนกัน) แต่ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้วและผมรู้ว่าในงานที่น่าเบื่อมันมีช่องว่างให้เราทำงานที่เราสนใจเสมอ — ไม่ชอบเขียนโค๊ดผมก็เปลี่ยนมาช่วยเทส แล้วก็ลองหลีดโปรเจกต์ แล้วก็มาเป็นโปรเจกต์ เมเนเจอร์ แล้วก็เป็นเทรนเนอร์ แล้วก็มาดูโปรเซส …

ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อไหนเหมือน “เพื่อนร่วมงานที่ดี*” เลย นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานสิบกว่าปี ในข้อเสียหลายๆอย่างของผมเรื่องที่รุนแรงสุดคือผมจะมีความอดทนต่ำกับคนที่ผมไม่ชอบ ฮ่าๆๆ ออกแนวอคติ มันพาลทำให้ไม่อยากทำงาน ไม่อยากช่วยเหลือ ไม่อยากมีส่วนร่วม ไม่อยาก ไม่อยาก ไม่อยาก มันเป็นตัวทำลายความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง

สังเกตมั้ยว่า “เพื่อนร่วมงานที่ดี” นั้นแตกต่างจากปัจจัยอื่นๆที่ผมลิสต์มาตรงไหน? มันต่างตรงนี้ — ปัจจัยข้ออื่นเราเลือกได้หมด ยกเว้นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่เราเลือกไม่ได้

ชื่อเสียงบริษัทเราเลือกได้ ตำแหน่งดูต่ำต้อยก็ปัดทิ้งไป ที่นี่ให้เงินเดือนน้อยเราก็ไม่เอา ลักษณะงานน่าเบื่อก็ไปสมัครที่ใหม่ “เพื่อนร่วมงานที่ดี” นี่แหละที่เราเลือกไม่ได้ เราไม่มีทางรู้ก่อนล่วงหน้าได้เลยว่าเราจะเจอคนแบบไหน จะเจอคนที่เข้ากันได้และเชื่อในหลักการเดียวกันมั้ย? จนกว่าจะได้ลองทำงานด้วยกันซักครั้งสองครั้งเราถึงจะเริ่มรู้ว่าอนาคตเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ตามชื่อบทความ — ถ้าผมมีพรวิเศษหนึ่งข้อที่ผมขออะไรก็ได้เกี่ยวกับเรื่องงาน … โดยไม่ลังเลและไม่คิดมาก

--

--

มันอาจจะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า (และใครคนอื่นๆ) ด้วยการที่เราพยายามจะเป็นคนที่พิมพ์หรือพูดประโยคสุดท้ายในบทสนทนาเสมอ

  • มันสื่อถึงความใส่ใจและเคารพ
  • มันสื่อถึงการรับรู้รับทราบ
  • มันสื่อให้เห็นว่าเราไม่ได้มองข้ามอะไรเล็กๆน้อยๆไป

คำง่ายๆเช่น “ขอบคุณเช่นกันครับ” หรือ “เดี๋ยวหนูตามเรื่องให้ค่ะ”

แค่นี้เอง ไม่ได้ลำบากอะไรเลย

--

--

มันไม่สำคัญว่านี่คือทางเลือกที่ถูกต้อง

มันสำคัญแค่ว่ามันคือทางเลือกที่ฉันเลือกเอง

ความถูกต้องที่สุด ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด …​ มันเป็นเรื่องนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ

ที่สุดของใคร ในความคิดใคร?

โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จไม่ใช่การมองหา ขวนขวายอย่างหนักเพื่อให้เจอคำว่าที่สุดพวกนั้น

แต่มันคือการถามตัวเองและรู้จักตัวเองให้ดีพอที่จะตอบว่า “ทางเลือกของฉันคืออะไร?”

เมื่อเราเชื่อในแนวทางนี้ เมื่อเราชอบแบบนี้ เมื่อเราตั้งมั่นแบบนี้ … มันคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด “สำหรับเรา” เสมอ

เมื่อมันคือทางเลือกที่มาจากตัวเอง — เราจะทุ่มเทกับมันมากกว่า เราจะยึดเหนี่ยวมันไว้แน่นกว่า เราจะรักมันมากกว่าวิธีการที่คนอื่นบอกมาว่าดีที่สุด

อย่าคิดมากว่าเรากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องที่สุด … ตราบใดที่มันมาจากความคิดของเราเอง … ทุกอย่างยังโอเคอยู่

--

--

ถ้าเรา …

  • เลือกทำได้งานเดียว
  • เลือกโทรได้ครั้งเดียว
  • เลือกแชร์ได้อย่างเดียว
  • เลือกดูได้เรื่องเดียว
  • เลือกซื้อได้ชิ้นเดียว
  • เลือกเชียร์ได้ทีมเดียว
  • เลือกขายได้สิ่งเดียว
  • เลือกเอาใจได้คนเดียว

ถ้าเราทำมันได้แค่ 1 ครั้งต่อวัน หลายสิ่งหลายอย่างคงเปลี่ยนไปมาก

ยุคที่โลกก้าวไปไกล เราได้ความสะดวกสบายและเราก็มองอะไรหลายอย่างเป็นของตาย

เรามีทางเลือกมากมายและเราก็ใช้มันอย่างสิ้นเปลือง

“ไม่เป็นไร ทำใหม่ แก้ใหม่ แก้ตัว ได้ไม่จำกัด” — เราคิดแบบนี้

แต่หลายครั้งหลายครา … คุณภาพเกิดจากข้อจำกัด — เงินทุน เวลา โอกาส ถ้ามีน้อยอาจจะยิ่งส่งผลดี

เมื่อเราไม่มองเรื่องทั่วไปที่เรามีเหลือล้นว่าเป็นของตาย

เมื่อเราใส่ใจเลือกเหมือนว่าเรามีสิ่งเหล่านั้นอย่างจำกัด

เมื่อเราใช้มันอย่างประหยัดและรู้คุณค่า … ผลงานชั้นดีจะเกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

--

--

Piyorot

Piyorot

A member of Mutrack and Inthentic. I lead, learn, and build with vision, love and care. https://piyorot.com