เทียบบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ ถ้าพนักงานหนึ่งคนมีเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน พนักงานสองคนก็ควรจะมีเวลาทำงานรวมกัน 16 ชั่วโมงต่อวัน ใช่หรือไม่? … ไม่เสมอไป ยกตัวอย่างว่า ถ้าเรานั่งอยู่ในห้องประชุม 3 ชั่วโมงพร้อมกัน 10 คน คำนวณแล้วว่าเรามีเวลาทำงานกี่ชั่วโมง? ตอบ 3 ชั่วโมง เพราะคนทั้ง 10 คนต้องทำงานอย่างเดียวกันพร้อมกัน นั่นคือนั่งในห้องประชุม เปลี่ยนใหม่ ถ้าเรานั่งอยู่ในห้องประชุมที่หนึ่ง 3 ชั่วโมงกับคน 5 คน แล้วห้องประชุมที่สองอีก 3 ชั่วโมงกับคนอีก 5 คน คำนวณแล้วว่าเรามีเวลาทำงานกี่ชั่วโมง? ตอบ … 6 ชั่วโมง เพราะว่าเราทำงานพร้อมกันไปได้สองกลุ่มนั่นเอง … นี่แหละ วิธีการสร้างเวลาหรือใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

เทียบบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ ถ้าพนักงานหนึ่งคนมีเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน พนักงานสองคนก็ควรจะมีเวลาทำงานรวมกัน 16 ชั่วโมงต่อวัน ใช่หรือไม่? … ไม่เสมอไป

ยกตัวอย่างว่า ถ้าเรานั่งอยู่ในห้องประชุม 3 ชั่วโมงพร้อมกัน 10 คน คำนวณแล้วว่าเรามีเวลาทำงานกี่ชั่วโมง? ตอบ 3 ชั่วโมง เพราะคนทั้ง 10 คนต้องทำงานอย่างเดียวกันพร้อมกัน นั่นคือนั่งในห้องประชุม

เปลี่ยนใหม่ ถ้าเรานั่งอยู่ในห้องประชุมที่หนึ่ง 3 ชั่วโมงกับคน 5 คน แล้วห้องประชุมที่สองอีก 3 ชั่วโมงกับคนอีก 5 คน คำนวณแล้วว่าเรามีเวลาทำงานกี่ชั่วโมง? ตอบ … 6 ชั่วโมง เพราะว่าเราทำงานพร้อมกันไปได้สองกลุ่มนั่นเอง … นี่แหละ วิธีการสร้างเวลาหรือใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

การจะทำแบบนี้ได้ตั้งอยู่ด้วยพื้นฐานสองข้อที่ต้องยอมรับ

  1. ทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้ทุกรายละเอียดของทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน
  2. ต้องแบ่งงาน (ไม่ว่าจะงานจริงๆหรือหัวข้อการประชุม) ให้เล็กลงในระดับที่เหมาะสม

ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะทำใช่มั้ย 👐🏼

--

--

อย่าได้รู้สึกผิดหรืออายแม้แต่นิดเดียว

ไม่มีใครทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง

จงภูมิใจที่รู้ว่าตัวเราทำอะไรไม่ได้บ้าง จงกล้าที่จะพูดออกไปว่า “ไม่ได้ครับ” หรือ “ไม่สามารถค่ะ”

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องมั่นใจว่าในกระเป๋าเรามีไพ่เด็ด ในแบบที่ว่า “แต่เรื่องนี้ผมไม่แพ้ใครนะครับ” หรือ “แต่หนูถนัดเรื่องนี้มากกว่าคนอื่นค่ะ”

เช่น ผมใช้โฟโต้ชอปออกแบบหน้าจอไม่เป็นครับ ไม่ได้เลย แต่เรื่องพาวเวอร์พ้อทย์ผมพร้อมชนกับทุกคนครับ

แบบนี้ จงภูมิใจที่เป็นแบบนี้

ที่กล้าจะพูดว่าไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องนั้น

มันแสดงให้เห็นถึงการรู้จักตัวเองดี มันชี้ให้เห็นว่าเรามีความกล้าหาญ และมันคือคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมัยนี้…

--

--

ถ้าไม่มั่นใจว่าทางไหนดีกว่ากัน ถ้าเราต้องเลือกระหว่าง

  1. เยอะๆ มากๆ — วางแผนมากกว่า คิดมากกว่า กระบวนการมากกว่า
  2. น้อยๆ เล็กๆ — วางแผนน้อยกว่า คิดน้อยกว่า กระบวนการน้อยกว่า

เราจะเลือกทางไหน

ว่ากันว่าการวางแผน การคิด การทำตามกระบวนการคือ … การทำงานที่ไม่ใช่งาน เพราะงานที่แท้จริงคือการลงมือทำ

ถ้าวางแผนมากแล้วได้ทำงานน้อย

ถ้าคิดมากแล้วได้ปฏิบัติน้อย

ถ้ากระบวนการมากแล้วได้ทดลองน้อย

จงเลือกฝ่ายน้อยไว้จะดีกว่า

ถ้าไม่แน่ใจว่ามากหรือน้อย … เลือกน้อยไว้เสมอแล้วจะดีเอง

--

--

  1. ฉันเขียนโค๊ดไม่ได้
  2. ฉันไม่ค่อยสตรองเรื่องเงินและราคา
  3. ฉันไม่ถนัดเรื่องคุยกับคนแปลกหน้า
  4. ฉันจะออกอาการเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์
  5. ฉันไม่ค่อยพูดชื่นชมคนอื่นต่อหน้า
  6. ฉันไม่เคยไม่เปลี่ยนใจและเปลี่ยนแผนในแทบทุกเรื่อง
  7. ฉันไม่เก่งเรื่องทำตามคำสั่งแบบ 100%
  8. ฉันทำใจคุยกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้าไม่ได้เลย … โดยเฉพาะกับคนนี้
  9. ฉันพูดในขณะที่มีคนไม่ฟัง คนคุยกัน คนเล่นโทรศัพท์ คนพิมพ์คีย์บอร์ดไม่ได้
  10. ฉันห้ามตัวเองไม่ให้แสดงความเห็นที่ขัดแย้งไม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ลิสต์มันออกมาก็เพราะต้องการเช็คดูว่าฉันรู้จักและยอมรับความเป็นตัวเองได้แค่ไหน และตอนนี้ฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้เหมาะสมกับตัวเองแค่ไหน…

--

--

ไม่ใช่ว่าได้กินก่อนใคร กินดีกว่าใคร นั่งรถคันใหญ่ ได้รับชื่อเสียงหรือมีคนยกย่อง

นั่นคือความเข้าใจผิด

อภิสิทธิ์ที่แท้จริงของผู้นำที่แท้จริงคือ การได้รับเกียรติให้ชี้นำทาง การได้รับความไว้วางใจให้สั่งสอนและบ่มเพาะ การได้โอกาสมองเห็น ติดตาม และชื่นชมที่คนในทีมเติบโตขึ้นเป็นบุคคลคุณภาพ

อภิสิทธิ์ของผู้นำไม่ใช่การรับแต่เป็นการให้ หน้าที่ของผู้นำคือการมอบตัวตนและจิตวิญญาณให้กับผู้ตาม

เพราะถ้าไม่มีผู้ตามก็ไม่มีผู้นำ … ผู้นำจึงต้องการผู้ตามมากกว่าผู้ตามต้องการผู้นำ

อภิสิทธิ์ภายนอก ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นผลพลอยได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเป็นผู้นำที่ดี … ใครที่คิดว่าเมื่อไรก็ตามที่ฉันได้สิ่งเหล่านั้นแล้ว ฉันคือผู้นำ … ไม่ใช่เลย เราเป็นแค่ผู้มีอำนาจแค่นั้นเอง

จนกว่าเราจะเข้าใจว่าอภิสิทธิ์ที่แท้จริงคือการได้รับเกียรติและโอกาสที่จะชี้นำและสร้างคนคนนึงขึ้นมาให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ เรายังไม่ใช่ผู้นำ 🦁

เมื่อเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว เราจะมองคำว่าผู้นำเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และเราจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าคำนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน

--

--

หนึ่งในสิ่งที่ผู้บริหารหลายคนหมกมุ่นสุดๆกับบริษัทเทคโนโลยีคือคำว่าโปรดักทิวิตี้ (Productivity)

งานเสร็จกี่ชิ้น

ใช้เวลากี่วัน

ทีมงานกี่คน

ต้นทุนกี่บาท

พวกเขาต้องการงานที่เสร็จมากชิ้นที่สุด ในเวลาน้อยที่สุด ด้วยทีมงานขนาดเล็กที่สุดและด้วยเงินลงทุนที่ต่ำที่สุด

มันไม่เคยมีจุดที่ดีพอ … เยอะแล้วต้องเยอะขึ้น เร็วแล้วต้องเร็วกว่านี้อีก เป็นวงจรที่หมุนไปไม่มีวันหมด

ที่น่าสนใจ (ปนความหดหู่นิดๆ) คือทีมที่ถูกครอบงำด้วยความเชื่อแบบนี้มีทีมเดียว

ทีมพัฒนาโปรดักท์ 🤨

พ้อยท์ เวโลซิตี้ สปริ้นท์ การ์ด เบิร์นดาวน์ แพลนนิ่ง เดลี่สแตนอัพ … คือหลักฐานแห่งความหมกมุ่นกับคำว่าโปรดักทิวิตี้ในทีมพัฒนา (จะมีผู้บริหารคนไหนที่ใส่ใจจริงบ้างมั้ยว่าทั้งหมดนั้นมันไม่เวิร์คเลยสักกะนิดเดียว)

ทีมพัฒนาโปรดักท์กำลังถูกสปอตไลท์สาดส่องจากทุกทิศทาง … เปรียบเสมือนคนทำผิด เหมือนเป็นการสื่อกลายๆว่าคนในบริษัทไม่เชื่อใจว่าทีมนี้มีความสามารถและเป็นมืออาชีพพอที่ควรได้รับโอกาสในการทำงานอย่างมีอิสระ มีพื้นที่ในการออกแบบ วางแผน และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

ทีมอื่น? มีทีมไหนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ้าง? … น้อย … หรือไม่มีเลย

เมื่อต้องถูกบังคับให้สัญญาว่าภายในสองสัปดาห์ข้างหน้าจะต้องมีงานชิ้นไหนเสร็จบ้าง

เมื่องานอันใดต้องถูกติดตามและรายงานผลตอนเช้าทุกวัน

เมื่องานไม่เสร็จตามสัญญา ทุกคนจากทุกทีมก็จะได้รับรู้ข่าวสารแบบนี้อย่างทั่วถึง

เมื่องานทุกชิ้นถูกทุกคนจับจ้องและได้รับสิทธิ์ในการออกความคิดเห็นใน “เดโม่” เซสชั่น

ถ้าเป็นทีมธุรกิจ ทีมการเงิน ทีมการตลาด … อะไรๆจะเปิดเผยและเข้มงวดขนาดนี้มั้ย?

คำถามที่สำคัญกว่าคือ … มันจำเป็นต้องเปิดเผย โปร่งใส และเข้มงวดขนาดนี้จริงหรือ? มันเวิร์คจริงหรือ? มันสร้างวัฒนธรรมในการทำงานแบบสองมาตรฐานรึเปล่า?

ที่มาของชื่อบทความก็คือ … ทำไมจึงมีแค่ “เฉพาะตัว” เราที่ต้องเข้ากฎเกณฑ์อะไรแปลกๆแบบนี้ด้วย?

--

--

หนึ่งในเรื่องที่จะช่วยสร้างความสุขในการทำงานให้กับทีมงานของเราได้คือ …

สภาพแวดล้อมและลักษณะของงานที่เปิดโอกาสให้คนทำรู้สึกมีความหวังว่าจะได้รับคำชมเชยและประสบความสำเร็จในการทำงานแต่ละชิ้น

คำพูดที่ว่า “มนุษย์อยู่ได้ด้วยความหวัง” เป็นเรื่องจริงทางจิตวิทยา ความพยายามทำให้ดีขึ้น ความต้องการอยากให้ดีกว่าเมื่อวานเกิดขึ้นได้เพราะความหวัง … หวังว่าคนรอบข้างจะพึงพอใจกับผลงานของเรามากขึ้นกว่าเดิม

นั่นแปลว่า

  1. งานชิ้นนี้ต้องท้าทายกว่างานชิ้นเดิม
  2. งานชิ้นนี้ต้องมีความสำคัญกับทีมและองค์กร
  3. งานชิ้นนี้ต้องช่วยสร้างแรงผลักดันจากภายในตัวเรา
  4. และที่สำคัญ … คนในทีมโดยเฉพาะหัวหน้างานต้องรู้จักการให้คำชมเชยและแสดงออกถึงความซาบซึ้งในความพยายามของเรา

ข้อสี่คือเรื่องยากกับบางทีมและในบางสภาพแวดล้อม … เมื่อเราทำพลาดเราจะโดนวิจารณ์ทันที แต่เมื่อเราทำดี … ทุกอย่างจะถูกมองข้ามไปในขณะนั้นแล้วค่อยหยิบมันขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งตอนประเมินผลงานปลายปี สายไปแล้ว สายไปมาก

ในฐานะหัวหน้างาน การสร้างความสุขและความผูกพันในงานให้เกิดขึ้นนั้นต้องเกิดขึ้นแบบตรงข้าม นั่นคือเมื่อเขาทำดี เราต้องชมเชย ทันที … เมื่อเขาทำพลาด เรายังไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงอำนาจด้วยการเข้าแทรกแซงหรือดุด่าเดี๋ยวนั้น

คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง คำถามคือเราสร้างความหวังในเชิงบวกให้สมาชิกในทีมได้ในทุกๆวันที่พวกเขาทำงานกับเราหรือไม่ 🦊

--

--

ถ้าเลือกได้ … อย่าตั้งเป้าหมายแค่โปรดักท์​ โอนเนอร์ ตามนิยามที่ว่า คนคนนี้มีหน้าที่จัดการทีมพัฒนา รับรีไควเม้นท์ เลือกฟีเจอร์ จัดลำดับความสำคัญของงาน อธิบายงานให้ทีมพัฒนาฟัง ดูแลแบ็คล็อก ติดต่อประสานงานกับคนอื่นเพื่อให้งานราบรื่น … มันไม่ใช่ทั้งหมดของคำว่าการพัฒนาโปรดักท์ เราทำได้ดีกว่านี้ เราเป็นได้มากกว่านี้ โปรดักท์ โอนเนอร์ … คำว่าโอนเนอร์นั้นไม่มีอยู่จริงตราบใดที่ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการ “รับรีไควเม้นท์” จากคนอื่น ไม่ว่าคนอื่นนั้นจะเป็นใครก็ตาม — หัวหน้า เจ้าของบริษัท ทีมอื่นในองค์กร พาร์ทเนอร์ ลูกค้า น่าเศร้าที่ต้องพูดว่าคนอื่นเหล่านั้นต่างหากคือเจ้าของโปรดักท์ที่แท้จริง…

ถ้าชีวิตไม่มีความพอดี … ให้เลือกระหว่าง “วางแผนน้อยไป” (Under-Planning) กับ “วางแผนมากไป” (Over-Planning) เราจะเลือกอะไร?

ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ ทำงานใหม่ๆ ทุกอย่างบ่งชี้ว่าการวางแผนยิ่งละเอียดยิ่งดี ยิ่งลึกยิ่งจะทำให้เราทำงานง่ายขึ้น กลายเป็นว่ากว่าจะเริ่มงานได้ผมหมดเวลาไปกับการวางแผนในรายละเอียดทุกจุด ทุกงานย่อย กำหนดระยะเวลาที่ใช้, วันเริ่ม, วันจบอย่างชัดเจนลงไป แต่เมื่อลงมือทำงานจริงมันไม่ใช่ การวางแผนเยอะไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มโอกาสที่งานจะสำเร็จ

ทำงานผ่านมาสักพักเริ่มรู้สึกว่าการวางแผนที่น้อยเกินไปก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียหรือเป็นสาเหตุหลักที่จะทำให้งานล้มเหลว … ตอนนี้หลักการที่น่าสนใจในการวางแผนโปรเจกต์นั้นเน้นว่ามันต้องง่าย เร็ว และเริ่มงานจริงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อได้โจทย์มา … คำว่าวางแผนน้อยคือทำแค่ขั้นตอนที่ 1–4

  1. ทำความเข้าใจกับวัตถุประสงค์ของมัน — ขั้นตอนนี้เรียกว่า “มันคืออะไร”
  2. กำหนดเป้าหมายใหญ่ๆให้ชัดเจน — ขั้นตอนนี้เรียกว่า “เราต้องการอะไร”
  3. กำหนดกลุ่มงานที่ต้องทำ — ขั้นตอนนี้นี้เรียกว่า “ทำอะไรบ้าง”
  4. จัดลำดับการทำงานก่อนหลัง — ขั้นตอนนี้เรียกว่า “ทำเมื่อไรบ้าง”
  5. ระบุรายละเอียดของทุกกลุ่มงานที่ต้องทำ — ขั้นตอนนี้เรียกว่า “ทำยังไงบ้าง”

ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้ายิ่งเราไม่ต้องลงรายละเอียดของคำว่า “ทำยังไงบ้าง” ในแต่ละงานย่อยให้ละเอียดมากเท่าไร เราก็มีเวลาได้เริ่มทำงานที่มีคุณค่าเร็วขึ้นเท่านั้น 😇

--

--

คนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าจากเราไม่ใช่เพราะเรานำเสนออะไรกลางๆตามค่าเฉลี่ย พวกเขาถูกดึงดูดด้วยจุดเด่นบางอย่างของเราต่างหาก สิ่งนั้นคืออะไร? เราพูดเก่ง เรามีความรู้เยอะ เราทำงานละเอียด ถึงแม้ว่าเราจะคิดราคาแพง เราจะเลือกงาน และเราจะใช้เวลานานในการทำงานที่คุณภาพสูง … แต่เพราะจุดเด่นเราคือแบบนั้น เด่นมากกว่าคนอื่นรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสาเหตุที่คนอื่นอยากทำธุรกิจกับเรา ถ้ายิ่งเราทุ่มเทเวลาเพื่อทำให้เราสื่อสารเก่งขึ้น รู้เยอะขึ้น ทำงานละเอียดกว่าเดิมขึ้นไปอีก … แทนที่จะพยายามทำตัวเองให้ดีรอบด้านแบบกลางๆ

คนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าจากเราไม่ใช่เพราะเรานำเสนออะไรกลางๆตามค่าเฉลี่ย

พวกเขาถูกดึงดูดด้วยจุดเด่นบางอย่างของเราต่างหาก สิ่งนั้นคืออะไร?

  • เราพูดเก่ง
  • เรามีความรู้เยอะ
  • เราทำงานละเอียด

ถึงแม้ว่าเราจะคิดราคาแพง เราจะเลือกงาน และเราจะใช้เวลานานในการทำงานที่คุณภาพสูง … แต่เพราะจุดเด่นเราคือแบบนั้น เด่นมากกว่าคนอื่นรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสาเหตุที่คนอื่นอยากทำธุรกิจกับเรา

ถ้ายิ่งเราทุ่มเทเวลาเพื่อทำให้เราสื่อสารเก่งขึ้น รู้เยอะขึ้น ทำงานละเอียดกว่าเดิมขึ้นไปอีก … แทนที่จะพยายามทำตัวเองให้ดีรอบด้านแบบกลางๆ

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเรา … เก่งในเรื่องที่เราเก่งอยู่แล้วขึ้นไปอีก 2 เท่า?

--

--

Piyorot

A member of Mutrack and Inthentic. I lead, learn, and build with vision, love and care. https://piyorot.com